[แจกฟรี] ระบบบัญชีออนไลน์ คลังสินค้าออนไลน์ PHP Online Accounting System (OAS)
![[แจกฟรี] ระบบบัญชีออนไลน์ คลังสินค้าออนไลน์ PHP Online Accounting System (OAS)](https://www.kotchasan.com/datas/users/kotchasan/document/6a034fe09c274.webp?1778602110)
OAS หรือ Online Accounting System คือระบบหลังบ้านบนเว็บที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้องค์กร ร้านค้า และทีมงานแอดมินจัดการข้อมูลสำคัญได้จากจุดเดียว ทั้งข้อมูลลูกค้า สินค้าคงคลัง เอกสารซื้อขาย และการตั้งค่าระบบพื้นฐาน เช่น ผู้ใช้ สิทธิ์การเข้าถึง อีเมล API และช่องทางสื่อสารอย่าง LINE, Telegram และ SMS
จุดแข็งหลักของ OAS อยู่ที่งานเอกสารและสต็อกสินค้า โดยมีโมดูล order, inventory และ customer เป็นแกนกลาง เหมาะสำหรับใช้เป็นระบบบริหารงานภายในหรือเป็นฐานสำหรับพัฒนาระบบ ERP ขนาดเล็ก ระบบขาย ระบบจัดซื้อ หรือระบบคลังสินค้าออนไลน์
OAS เหมาะกับใคร
- ธุรกิจที่ต้องการโปรแกรมจัดการออเดอร์ออนไลน์
- องค์กรที่ต้องการระบบสต็อกสินค้าและติดตามความเคลื่อนไหวของสินค้า
- ทีมขายหรือทีมจัดซื้อที่ต้องออกเอกสารบ่อย เช่น ใบเสนอราคา ใบเสร็จ ใบสั่งซื้อ และใบรับสินค้า
- ผู้พัฒนาที่ต้องการระบบหลังบ้าน PHP พร้อม frontend SPA และ API ที่ต่อยอดได้ทันที
- ผู้ใช้ทั่วไปที่ต้องการระบบจัดการลูกค้าและสินค้าโดยไม่ต้องเริ่มพัฒนาจากศูนย์
ฟีเจอร์หลักของโปรเจ็กต์
1. ระบบจัดการเอกสารซื้อขาย
โมดูล order รองรับเอกสารดังนี้
- Quotation
- Receipt
- Purchase Order
- Returned
- Goods Receipt
ผู้ใช้สามารถสร้าง แก้ไข ดูรายการ และสั่งพิมพ์เอกสารได้ผ่านหน้าเว็บ โดย dashboard ของระบบยังสรุปยอดเอกสารล่าสุด สินค้าขายดี และภาพรวม inventory ให้พร้อมใช้งาน
2. ระบบจัดการสินค้าและสต็อก
โมดูล inventory รองรับการทำงานสำคัญ เช่น
- เพิ่มและแก้ไขข้อมูลสินค้า
- แยกหมวดหมู่สินค้า
- ดู stock movement
- ดู cost layers
- ตรวจสอบจำนวนสินค้าคงเหลือ
- จัดการข้อมูลสินค้าเพื่อเชื่อมกับเอกสารซื้อขาย
ถ้าคุณกำลังมองหาโปรแกรมสต็อกสินค้าออนไลน์ ระบบนี้ถือว่าเริ่มต้นได้ดี เพราะมีทั้ง master data, movement history และการเชื่อมกับเอกสารงานขายและงานซื้ออยู่แล้ว
3. ระบบจัดการลูกค้าและซัพพลายเออร์
โมดูล customer ใช้เก็บข้อมูลลูกค้าและคู่ค้า โดยรูปแบบข้อมูลในระบบรองรับทั้ง customer และ supplier ตามประเภทของข้อมูล ทำให้ทีมขาย ทีมจัดซื้อ และทีมแอดมินใช้ฐานข้อมูลชุดเดียวกันได้สะดวกขึ้น
4. ระบบผู้ใช้และสิทธิ์การเข้าถึง
ภายใต้ modules/index ระบบมีความสามารถด้านงานแอดมินที่สำคัญ เช่น
- login และ auth
- profile ของผู้ใช้
- users และ permissions
- ภาษา
- การตั้งค่าอีเมล
- การตั้งค่า API
- การตั้งค่า theme
- การตั้งค่า LINE, Telegram และ SMS
จุดนี้สำคัญมากสำหรับองค์กรที่ต้องการแยกบทบาทผู้ใช้ เช่น แอดมิน ผู้จัดการ หรือพนักงานใช้งานทั่วไป




ข้อตกลงการนำไปใช้งาน
- สามารถนำไปใช้งานส่วนตัวได้
- สามารถพัฒนาต่อยอดได้
- ต้องการให้ผู้เขียนพัฒนาเพิ่มเติม ติดต่อผู้เขียนได้โดยตรง (อาจมีค่าใช้จ่าย)
- ผู้เขียนไม่รับผิดชอบข้อผิดพลาดใดๆในการใช้งาน
- ห้ามขาย ถ้าต้องการนำไปพัฒนาต่อเพื่อขายให้ติดต่อผู้เขียนก่อน (เพื่อบริจาค)
เตรียมระบบก่อนติดตั้ง
ก่อนเริ่มติดตั้ง ควรเตรียม 5 เรื่องนี้ให้พร้อม
- เว็บเซิร์ฟเวอร์ที่รัน PHP ได้ เช่น Apache, Nginx หรือ local stack อย่าง XAMPP/LAMPP รองรับตั้งแต่ PHP 7.4 ขึ้นไป (แนะนำ PHP 8)
- ฐานข้อมูล MySQL หรือ MariaDB
- สิทธิ์เขียนไฟล์ให้โฟลเดอร์
datas/และsettings/ - URL ที่เข้าถึงโปรเจ็กต์ผ่านเบราว์เซอร์ได้
- Node.js และ npm ถ้าต้องการ build frontend ใหม่เอง (ไม่จำเป็น)
วิธีติดตั้ง OAS แบบทีละขั้นตอน
ขั้นตอนที่ 1: วางโปรเจ็กต์บนเซิร์ฟเวอร์
คัดลอกโปรเจ็กต์ไปไว้ใน document root หรือโฟลเดอร์ที่เว็บเซิร์ฟเวอร์เข้าถึงได้ เช่น
/var/www/html/oas/home/user/public_html/oas- โฟลเดอร์เว็บใน local development stack ของคุณ
เมื่อติดตั้งเสร็จ หน้าเว็บหลักของระบบจะใช้ index.html เป็น shell หลัก ไม่ใช่ index.php
ขั้นตอนที่ 2: เปิดหน้า installer
เปิดเบราว์เซอร์ไปที่ https://your-domain/install/
ระบบจะพาคุณผ่านขั้นตอนหลักดังนี้
- ตรวจสอบความพร้อมของเซิร์ฟเวอร์
- ตรวจสอบโฟลเดอร์และไฟล์ที่ต้องเขียนได้
- กรอกข้อมูลผู้ดูแลระบบ
- กรอกข้อมูลฐานข้อมูล
- สร้าง schema และค่าตั้งต้นของระบบ
ขั้นตอนที่ 3: ตั้งสิทธิ์ให้ไฟล์และโฟลเดอร์ที่ installer ต้องใช้
ตัว installer จะตรวจสอบว่าสร้างหรือสามารถเขียนไฟล์หรือโฟลเดอร์ต่อไปนี้ได้
datas/datas/cache/datas/logs/datas/images/settings/settings/config.phpsettings/database.php
ถ้าระบบแจ้งว่าเขียนไม่ได้ ให้แก้ permission ของโฟลเดอร์และไฟล์เหล่านี้ก่อน
ขั้นตอนที่ 4: กรอกข้อมูลผู้ดูแลระบบ
installer จะให้ระบุชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านของแอดมินหลัก ซึ่งเป็นบัญชีที่ใช้เข้าระบบครั้งแรกและมีสิทธิ์สูงสุดในระบบ แนะนำให้ใช้รหัสผ่านที่รัดกุมและเก็บไว้ในที่ปลอดภัย
ขั้นตอนที่ 5: กรอกข้อมูลฐานข้อมูล
ระบบจะขอข้อมูลต่อไปนี้
- ชื่อผู้ใช้ฐานข้อมูล
- รหัสผ่านฐานข้อมูล
- โฮสต์ฐานข้อมูล
- พอร์ตฐานข้อมูล
- ชื่อฐานข้อมูล
- table prefix
installer สามารถพยายามสร้างฐานข้อมูลให้ได้ถ้าสิทธิ์ของผู้ใช้ฐานข้อมูลอนุญาต แต่เพื่อความปลอดภัยและลดความผิดพลาด แนะนำให้สร้างฐานข้อมูลไว้ก่อนเสมอ
ขั้นตอนที่ 6: รอระบบ import schema และค่าตั้งต้น
เมื่อเชื่อมต่อฐานข้อมูลสำเร็จ installer จะทำงานหลักดังนี้
- import โครงสร้างฐานข้อมูลจาก
install/database.sql - สร้างค่า config ที่จำเป็นใน
settings/config.php - สร้างค่า database ใน
settings/database.php - import ไฟล์ภาษา JSON จากโฟลเดอร์
language/ - สร้างบัญชีแอดมินจากข้อมูลที่คุณกรอก
ขั้นตอนที่ 7: ลบโฟลเดอร์ install/ หลังติดตั้ง
หลังติดตั้งสำเร็จ ต้องลบโฟลเดอร์ install/ ออกจากเซิร์ฟเวอร์ทันทีเพื่อความปลอดภัย ขั้นตอนนี้เป็นข้อบังคับ ไม่ควรปล่อยโฟลเดอร์นี้ไว้บน production
ขั้นตอนที่ 8: ปรับระบบให้พร้อมใช้งานจริง
หลังติดตั้งแล้ว ควรทำรายการต่อไปนี้ทันที
- ปรับค่า
DEBUGในload.phpให้เหมาะกับ production - ตรวจสอบอีเมลผู้ส่งและ mail server
- ตรวจสอบ API token และ secret
- ตั้งค่าบริษัท โลโก้ และข้อมูลเอกสาร
- ตรวจสอบบัญชีผู้ใช้ตัวอย่างที่ระบบ seed มา และลบหรือปิดใช้งานหากไม่ใช้
ดาวน์โหลดโค้ดได้จาก Github
หากต้องการสนับสนุนผู้เขียน สามารถบริจาคช่วยเหลือค่า Server ได้ที่ธนาคาร กสิกรไทย สาขากาญจนบุรี
เลขที่บัญชี 221-2-78341-5
ชื่อบัญชี กรกฎ วิริยะ